ถ้าจำกันได้ ตอนวิกฤติปี 40 สถาบันการเงิน 58 แห่งต้องปิดตัว เพราะคนแห่ถอนเงินจนขาดสภาพคล่อง

หลาย ๆ คนก็มองว่าครั้งนี้ โควิทก็อาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์ อาจจะคล้าย ๆ กันก็ได้ ดังนั้นผมจึงขอเพิ่มเติมข้อมูล ให้ว่า เราควรฝากเงินที่ไหนอย่างไร เพื่อให้มีเงินต้นคืน ซึ่งจริง ๆ แล้วหลังจากวิกฤติต้มยำกุ้งครั้งนั้น ไทยก็ได้มีสถาบันคุ้มครองเงินฝากเกิดขึ้น

โดยการคุ้มครองเงินฝาก จะคุ้มครองในลักษณะ 1 รายชื่อผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน โดยนำเงินฝากของผู้ฝากแต่ละราย ในทุกสาขาและทุกบัญชีมาคำนวณรวมกัน 

ผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ได้รับความคุ้มครอง คือ เงินฝากที่เปิดไว้ที่สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก เป็นเงินสกุลบาทและเป็นบัญชีเงินฝากภายในประเทศ ในปัจจุบันมี 5 ประเภท ได้แก่ 

  • เงินฝากกระแสรายวัน
  • เงินฝากออมทรัพย์    
  • เงินฝากประจำ
  • บัตรเงินฝาก
  • ใบรับฝากเงิน

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือเงินฝากบางประเภทไม่ได้รับการคุ้มครอง เช่น

  • เงินฝากประเภทที่เป็นเงินตราต่างประเทศ
  • เงินลงทุนในตราสารต่าง ๆ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หน่วยลงทุน (SSF, RMF)
  • เงินฝากในสหกรณ์
  • แคชเชียร์เช็ค ตั๋วแลกเงิน
  • เงินอิเล็กทรอนิกส์ 
  • ผลิตภัณฑ์ประกันประเภทออมทรัพย์ ที่ออกโดยบริษัทประกัน

โดยมีสถาบันการเงินที่มีการคุ้มครอง แล้ว ตามรายชื่อดังนี้

ธนาคารพาณิชย์ (19 แห่ง)

  1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 
  2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  
  3. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 
  4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)  
  5. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)   
  6. ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)  
  7. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)  
  8. ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน)  
  9. ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)  
  10. ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)   
  11. ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)    
  12. ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) 
  13. ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)  
  14. ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน)  
  15. ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน)
  16. ธนาคารเมกะ สากลพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)  
  17. ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน)
  18. ธนาคารเอเอ็นแซด (ไทย) จำกัด (มหาชน) 
  19. ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ (ไทย) จำกัด (มหาชน) 

สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ (11 แห่ง)

  1. ธนาคารเจพีมอร์แกน เชส  
  2. ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด 
  3. ธนาคารซิตี้แบงก์ 
  4. ธนาคารอาร์ เอช บี จำกัด  
  5. ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอสโซซิเอชั่น
  6. ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด
  7. ธนาคารดอยซ์แบงก์
  8. ธนาคารมิซูโฮ จำกัด
  9. ธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์
  10. ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น
  11. ธนาคารอินเดียน โอเวอร์ซีส์

บริษัทเงินทุน (2 แห่ง)

  1. บริษัทเงินทุน ศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน)
  2. บริษัทเงินทุน แอ็ดวานซ์ จำกัด (มหาชน) 

บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ (3 แห่ง)

  1. บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เอสเบ จำกัด
  2. บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์ จำกัด
  3. บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แคปปิตอล ลิ้งค์ จำกัด  

ซึ่ง หากสถาบันการเงินดังกล่าวปิดตัวลง เราก็จะได้รับเงินคืน
ปัจจุบันอยู่ที่ สถาบันการเงินละ 5 ล้านบาท แต่ ปีหน้าจะเหลือแค่ 1 ล้านบาท


อธิบายง่าย ๆ คือ ถ้าเรามีเงิน หลายล้าน อยากฝากธนาคารให้คุ้มครองทั้งหมด แม้วันนึงธนาคารจะล้มละลาย หรือปิดตัวลง ปีหน้า เราควรจะฝากทั้งหมด ธนาคารละ 1 ล้านบาท  ซึ่งถ้าเราฝากตาม list ด้านบน เงินต้นที่คงอยู่แน่ ๆ เลย คือ 30 ล้านแหละ (ธนาคารพาณิชย์ (19 แห่ง) และ สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ (11 แห่ง) รวมกันได้ 30 ธนาคารพอดี) เกินกว่านั้นคงต้องหาตุ่มฝังดินไว้แล้วแหละ (อันนี้แซว)

อ้างอิง 

https://www.posttoday.com/finance-stock/columnist/556364
http://www.dpa.or.th/articles/view/who-is-protected
http://www.dpa.or.th/articles/view/protected-deposit-products
http://www.dpa.or.th/articles/view/list-of-insured-financial-institutions
http://www.dpa.or.th/articles/view/1356

By นาย อาร์ม

System Engineer ที่ทำงานในสายงาน Implementer มานานกว่า 10 ปี โดยออกแบบระบบใหญ่ ๆ ไม่ให้ล่มจมมาเยอะ วันนึงเลยอยากออกแบบชีวิตหลังเกษียณของตัวเองบ้าง

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments